ต้นไม้กับความเชื่อของคนไทย
คนไทยมีวิถีชีวิตผูกติดกับความเชื่อ คติโบราณมาเนิ่นนานไม่ว่าจะทำการใด จักต้องมีฤกษ์ยามเพื่อให้เป็นช่วงแห่งมงคลทุกครั้งไป ความเชื่อเรื่องโชคลาง เคล็ด ความเป็นมงคลและอัปมงคลนี้รวมไปถึงต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ที่ควรปลูกและไม่ควรปลูกในบ้าน การปลูกต้นไม้ตามทิศการปลูกต้นไม้ตามวัดเกิดและตามปีเกิด ซึ่งมีความเชื่อว่า จะส่งผลให้ผู้ปลูกเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จในชีวิต
ความเชื่อเรื่องไม้มลคลตามปีเกิด
คนโบราณมีความเชื่อว่า แต่ละปีมีต้นไม้ที่ปลูกแล้วจะเป็นมงคล ดังนี้
ปีชวด - ต้นมะพร้าว และต้นกล้วย
ปีขาล - ขนุนหรือต้นรัง
ปีมะโรง - ต้นงิ้วและกอไผ่
ปีมะเมีย - ต้นกล้วย
ปีวอก - ขนุน
ปีจอ - สำโรงและบัวหลวง
ปีฉลู - ต้นตาล
ปีเถาะ - มะพร้าว และต้นงิ้ว
ปีมะเส็ง - กอไผ่ และต้นรัง
ปีมะแม - ปาริชาต และไผ่ป่า
ปีระกา - ยาง และฝ้ายเทศ
ปีกุน - บัวหลวง
ไม้มงคล 9 ชนิด
ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ก่อนทำการก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์โดยใช้ไม้มงคล 9 ชนิด ปักกับพื้นดิน ไม้ทั้ง 9 ชนิดมีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้
1. ชัยพฤกษ์ ทำให้มีโชค มีชัย มีอำนาจวาสนาสูงส่ง
2. ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่ มีคนยกย่องนับถือ
3. ทองหลาง หมายถึง มีเงินทอง ข้าวของอุดมสมบูรณ์
4. ไผ่สีสุก หมายถึง การมีความสุขความเจริญ
5. กันเกรา หมายถึง เครื่องป้องกันอันตราย
6. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมีความมั่นคงแข็งแรง
7. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ
8. ไม้พะยูง ช่วยพยุงฐานะให้มั่นคง
9. ไม้ขนุน ช่วยหนุนบารมี เงินทอง มีแต่คนคอยช่วยเหลือเกื้อกูล
การปลูกต้นไม้ตามทิศเพื่อสิริมงคล
ตามประเพณีโบราณเมื่อปลูกบ้านใหม่ นิยมเอาไม้ที่มงคลปลูกไว้ในบริเวณบ้าน ดังนี้
- ทิศบูรพา (ตะวันออก) ปลูกต้นไผ่ ต้นกุ่ม และต้นมะพร้าว จะอยู่เย็นเป็นสุข
- ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ปลูกต้นยอ
- ทิศทักษิณ (ใต้) ปลูกต้นมะม่วง และต้นพลับจะร่ำรวยยิ่งขึ้น
- ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ปลูกต้นชัยพฤกษ์ รายพฤกษ์ สะเดา ป้องกันโทษร้ายต่าง ๆ
- ทิศประจิม (ตะวันตก) ปลูกต้นมะขาม มะยม ป้องกันผีร้ายกล้ำกลาย
- ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ปลูกต้นมะกรูด จะสวัสดี
- ทิศอุดร (เหนือ) ปลูกต้นพุทรา และหัวว่านต่าง ๆ ป้องกันอาคมและเวทมนตร์
ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/1552-00/
วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ไม้ประดับไม่ได้แตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ แต่ต้องพิจารณาถึงชนิดและประเภทของพันธุ์ไม้ วิธีการขยายพันธุ์ไม้ประดับที่ได้ผลดีและนิยมกันมาก ได้แก่ การเพาะเมล็ด การแยกหน่อ การตัดชำ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ที่ง่ายและประหยัดที่สุด แต่ก่อนที่จะเพาะเมล็ดนั้นจะต้องรู้ว่าเมล็ดที่จะเพาะมีการพักตัวหรือไม่ เปลือกเมล็ดหนาหรือบาง เมล็ดพืชแต่ละชนิดมีอายุการงอกแตกต่างกัน วัสดุที่ใช้เพาะเมล็ดต้องมีความร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดี โดยส่วนมากใช้วัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของทราย+ขี้เถ้าแกลบ+ดินร่วน อัตราส่วน 1:1:1 ใส่ในกระบะเพาะ เมื่อเมล็ดงอกจนมีใบจริงแล้วจึงย้ายปลูกลงกระถางหรือถุงพลาสติกต่อไป พืชที่นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ พืชตระกูลหมาก ตระกูลปาล์ม เป็นต้น
การแยกหน่อ เป็นการขยายพันธุ์สำหรับพืชที่มีหน่อหรือมีลำต้นใต้ดิน โดยแยกหน่อที่เกิดรอบๆ ต้นแม่ และต้องระวังในการขุดหรือตัดแยกอย่าให้หน่อหักหรือช้ำ และต้องมีรากติดมาด้วยเสมอ พืชที่นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ พืชตระกูลหมาก ตระกูลปาล์ม และตระกูลกล้วย เป็นต้น
การตัดชำ เป็นการขยายพันธุ์โดยนำเอาส่วนของพืชที่มีความสามารถในการเกิดรากและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ การขยายพันธุ์โดยการตัดชำนี้มีอยู่ 3 วิธี คือ การตัดชำกิ่งหรือลำต้น โดยกิ่งที่จะชำนั้นต้องเป็นกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป อีกวิธีหนึ่ง คือ การตัดชำใบ โดยใช้ส่วนต่างๆ ของใบ เช่น แผ่นใบ ส่วนของใบ ใบที่มีตาติด และก้านใบ นิยมใช้กับพืชที่มีใบใหญ่ หนา หรืออวบน้ำ และวิธีต้ดชำอีกวิธีหนึ่ง คือ การตัดชำราก สามารถทำได้กับพืชบางชนิดเท่านั้น เช่น สน โดยรากที่จะนำมาตัดชำต้องเป็นรากที่สมบูรณ์ไม่มีโรคและแมลงรบกวน
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นที่ตรงตามพันธุ์ ปริมาณมากในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถขยายพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆ จากการผสมพันธุ์หรือจากการกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นเช่นเดียวกัน การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ คือ
ระยะที่ 0) การเตรียมต้นแม่พันธุ์
คัดเลือกต้นพันธุ์ดีที่ปลูกในวัสดุปลูกที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ มีการป้องกันโรคและแมลง ดูแลให้ปุ๋ยบำรุงพืชให้เจริญเติบโตแข็งแรงและสมบูรณ์ และลดการปนเปื้อนในการนำส่วนต่างๆ มาเป็นชิ้นส่วนตั้งต้น
ระยะที่ 1) การชักนำให้เกิดต้น
นำชิ้นส่วนตั้งต้นจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ยอด ตาข้าง ใบอ่อน หรือดอกอ่อน มาฟอกฆ่าเชื้อ และเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์
ระยะที่ 2) การเพิ่มปริมาณต้น
นำต้นอ่อนที่ได้มาทำการเพิ่มปริมาณต้นทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ขึ้นกับชนิดของพันธุ์พืชที่เพาะเลี้ยง
ระยะที่ 3) การยืดยาวของลำต้นและการกระตุ้นหรือพัฒนาการออกราก
ตัดแยกพืชที่เพาะเลี้ยงให้เป็นต้นเดี่ยว เพาะเลี้ยงในอาหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดราก ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
ระยะที่ 4) การปรับสภาพและการย้ายปลูกต้นที่ได้จากการกระตุ้นการเกิดราก
นำต้นกล้าเล็กมาล้างรากให้สะอาด คัดขนาดของต้นให้มีความสม่ำเสมอแล้วย้ายปลูกในสภาพแวดล้อมภายนอกในกระบะที่มีวัสดุปลูกที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วที่มีส่วนผสมของ ดินร่วน:ทรายหยาบ:ใบไม้ผุ:ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1:1:1 ทำการปรับสภาพต้นโดยลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ซึ่งอาจใช้ระบบพ่นหมอก พ่นฝอย หรือเต็นท์ทำความเย็น และลดความเข้มแสงลงให้เหลือประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งต้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีจึงค่อยๆ ลดความชื้นสัมพัทธ์ลงพร้อมๆ กับเพิ่มความเข้มแสงซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
การขยายพันธุ์ไม้ประดับไม่ได้แตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ แต่ต้องพิจารณาถึงชนิดและประเภทของพันธุ์ไม้ วิธีการขยายพันธุ์ไม้ประดับที่ได้ผลดีและนิยมกันมาก ได้แก่ การเพาะเมล็ด การแยกหน่อ การตัดชำ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ที่ง่ายและประหยัดที่สุด แต่ก่อนที่จะเพาะเมล็ดนั้นจะต้องรู้ว่าเมล็ดที่จะเพาะมีการพักตัวหรือไม่ เปลือกเมล็ดหนาหรือบาง เมล็ดพืชแต่ละชนิดมีอายุการงอกแตกต่างกัน วัสดุที่ใช้เพาะเมล็ดต้องมีความร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดี โดยส่วนมากใช้วัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของทราย+ขี้เถ้าแกลบ+ดินร่วน อัตราส่วน 1:1:1 ใส่ในกระบะเพาะ เมื่อเมล็ดงอกจนมีใบจริงแล้วจึงย้ายปลูกลงกระถางหรือถุงพลาสติกต่อไป พืชที่นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ พืชตระกูลหมาก ตระกูลปาล์ม เป็นต้น
ระยะที่ 0) การเตรียมต้นแม่พันธุ์
คัดเลือกต้นพันธุ์ดีที่ปลูกในวัสดุปลูกที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ มีการป้องกันโรคและแมลง ดูแลให้ปุ๋ยบำรุงพืชให้เจริญเติบโตแข็งแรงและสมบูรณ์ และลดการปนเปื้อนในการนำส่วนต่างๆ มาเป็นชิ้นส่วนตั้งต้น
ระยะที่ 1) การชักนำให้เกิดต้น
นำชิ้นส่วนตั้งต้นจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ยอด ตาข้าง ใบอ่อน หรือดอกอ่อน มาฟอกฆ่าเชื้อ และเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์
ระยะที่ 2) การเพิ่มปริมาณต้น
นำต้นอ่อนที่ได้มาทำการเพิ่มปริมาณต้นทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ขึ้นกับชนิดของพันธุ์พืชที่เพาะเลี้ยง
ระยะที่ 3) การยืดยาวของลำต้นและการกระตุ้นหรือพัฒนาการออกราก
ตัดแยกพืชที่เพาะเลี้ยงให้เป็นต้นเดี่ยว เพาะเลี้ยงในอาหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดราก ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
ระยะที่ 4) การปรับสภาพและการย้ายปลูกต้นที่ได้จากการกระตุ้นการเกิดราก
นำต้นกล้าเล็กมาล้างรากให้สะอาด คัดขนาดของต้นให้มีความสม่ำเสมอแล้วย้ายปลูกในสภาพแวดล้อมภายนอกในกระบะที่มีวัสดุปลูกที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วที่มีส่วนผสมของ ดินร่วน:ทรายหยาบ:ใบไม้ผุ:ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1:1:1 ทำการปรับสภาพต้นโดยลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ซึ่งอาจใช้ระบบพ่นหมอก พ่นฝอย หรือเต็นท์ทำความเย็น และลดความเข้มแสงลงให้เหลือประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งต้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีจึงค่อยๆ ลดความชื้นสัมพัทธ์ลงพร้อมๆ กับเพิ่มความเข้มแสงซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับ
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอกประดับจะเจริญเติบโต แข็งแรง สมบูรณ์ และสวยงามดีนั้น ผู้ปลูกเลี้ยงควรจะต้องทราบถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนี้
1.แสง
แสงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อพืชเป็นอย่างมาก เพราะพืชต้องการแสงเพื่อนำไปใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง พันธุ์ไม้ประดับแต่ละชนิดต้องการความเข้มของแสงไม่เท่ากัน จึงสามารถแบ่งไม้ประดับ ออกได้ตามความต้องการของแสง คือ กลุ่มที่ต้องการแสงน้อย ต้องการแสงปานกลางหรือรำไร และต้องการแสงมาก ดังนั้น ควรศึกษาถึงปริมาณของแสงที่พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละชนิดต้องการเพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด
2.น้ำและความชื้น
พืชมีความจำเป็นต้องใช้น้ำในขบวนการสังเคราะห์แสงทำให้เซลล์เต่งตึง และยังเป็นตัวละลายแร่ธาตุต่างๆ ก่อนที่จะลำเลียงเข้าสู่ต้นพืช พันธุ์ไม้แต่ละชนิดต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของพืช สำหรับความชื้นในอากาศเป็นปัจจัยทางอ้อมที่มีผลต่อปริมาณความต้องการน้ำของพืช ถ้าความชื้นในอากาศต่ำพืชก็คายน้ำมากขึ้นทำให้พืชต้องการน้ำเพื่อชดเชยปริมาณน้ำที่สูญเสียไป
3.อุณหภูมิ
อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช พืชจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับต้นไม้แต่ละชนิด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญของพืชอยู่ในช่วง 15-40 องศาเซลเซียส ดังนั้นการนำพันธุ์ไม้มาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิที่พืชเหล่านั้นต้องการ
4.ธาตุอาหาร
ธาตุอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งส่วนใหญ่มาจากดิน แต่ในดินบางชนิดมีปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืชจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มลงไป โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ซึ่งควรจะพิจารณาและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของพันธุ์ไม้และดิน
5.ดิน
ดินที่มีความเหมาะสมในการปลูกพืชต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่อย่างครบถ้วน แต่ดินที่มีความสมบูรณ์จากธรรมชาติหาได้ยาก จึงต้องเพิ่มธาตุอาหารหรืออินทรียวัตถุต่างๆ ลงไป เพื่อปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชและการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด โดยดินที่ใช้ปลูกพืชที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ มีความหนาแน่นและความละเอียดของเนื้อดินพอเหมาะในการยึดต้นไม้ มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศและเก็บความชื้นได้ดี มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช ควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 6.5-7.0 ปราศจากสารพิษและศัตรูพืชต่างๆ มีน้ำหนักเบา หาได้ง่ายและราคาถูก ส่วนผสมของดินปลูกไม้ประดับที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป คือ ดินร่วน:ทรายหยาบ:ใบไม้ผุ:ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1:1:1
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
ไม้ดอกประดับจะเจริญเติบโต แข็งแรง สมบูรณ์ และสวยงามดีนั้น ผู้ปลูกเลี้ยงควรจะต้องทราบถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนี้
1.แสง
แสงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อพืชเป็นอย่างมาก เพราะพืชต้องการแสงเพื่อนำไปใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง พันธุ์ไม้ประดับแต่ละชนิดต้องการความเข้มของแสงไม่เท่ากัน จึงสามารถแบ่งไม้ประดับ ออกได้ตามความต้องการของแสง คือ กลุ่มที่ต้องการแสงน้อย ต้องการแสงปานกลางหรือรำไร และต้องการแสงมาก ดังนั้น ควรศึกษาถึงปริมาณของแสงที่พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละชนิดต้องการเพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด
2.น้ำและความชื้น
พืชมีความจำเป็นต้องใช้น้ำในขบวนการสังเคราะห์แสงทำให้เซลล์เต่งตึง และยังเป็นตัวละลายแร่ธาตุต่างๆ ก่อนที่จะลำเลียงเข้าสู่ต้นพืช พันธุ์ไม้แต่ละชนิดต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของพืช สำหรับความชื้นในอากาศเป็นปัจจัยทางอ้อมที่มีผลต่อปริมาณความต้องการน้ำของพืช ถ้าความชื้นในอากาศต่ำพืชก็คายน้ำมากขึ้นทำให้พืชต้องการน้ำเพื่อชดเชยปริมาณน้ำที่สูญเสียไป
3.อุณหภูมิ
อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช พืชจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับต้นไม้แต่ละชนิด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญของพืชอยู่ในช่วง 15-40 องศาเซลเซียส ดังนั้นการนำพันธุ์ไม้มาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิที่พืชเหล่านั้นต้องการ
4.ธาตุอาหาร
ธาตุอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งส่วนใหญ่มาจากดิน แต่ในดินบางชนิดมีปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืชจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มลงไป โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ซึ่งควรจะพิจารณาและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของพันธุ์ไม้และดิน
5.ดิน
ดินที่มีความเหมาะสมในการปลูกพืชต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่อย่างครบถ้วน แต่ดินที่มีความสมบูรณ์จากธรรมชาติหาได้ยาก จึงต้องเพิ่มธาตุอาหารหรืออินทรียวัตถุต่างๆ ลงไป เพื่อปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชและการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด โดยดินที่ใช้ปลูกพืชที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ มีความหนาแน่นและความละเอียดของเนื้อดินพอเหมาะในการยึดต้นไม้ มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศและเก็บความชื้นได้ดี มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช ควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 6.5-7.0 ปราศจากสารพิษและศัตรูพืชต่างๆ มีน้ำหนักเบา หาได้ง่ายและราคาถูก ส่วนผสมของดินปลูกไม้ประดับที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป คือ ดินร่วน:ทรายหยาบ:ใบไม้ผุ:ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1:1:1
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
การเพาะปลูกดอกบานชื่น
การปลูก
ระยะปลูก ใช้ระยะปลูก 40 x 40 เซนติเมตร
การเตรียมดิน
ไถดินลึก 50 เซนติเมตร เพื่อการระบายน้ำที่ดี ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดินเท่ากับ 6.2-6.8 ยกแปลงกว้าง 1.2 เมตร สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ทางเดิน 80 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 3 ตันต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากันที่ระดับ 20 เซนติเมตร หากดินเหนียวมากอาจใช้แกลบดินเป็นส่วนใหญ่ ผสมเพื่อให้ดินโปร่งขึ้น
การเตรียมกล้า
บานชื่นสามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เนื่องจากบานชื่นเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดทำให้ ได้ต้นจำนวนมาก
การเพาะเมล็ด
บานชื่นมีเมล็ดขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับไม้ดอกอื่นๆ ดังนั้นการปลูกบานชื่นจึงไม่จำเป็นต้องทำการเพาะเมล็ดในกระบะ การเตรียมแปลงปลูกควรเตรียมหลุมตื้นๆ หรือทำร่องตื้นๆ ตามความยาวของแปลง วางเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด รดน้ำ กลบปากหลุมด้วยฟางข้าว หรือขุยมะพร้าว และรดน้ำตามอีกครั้งเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในหลุม เมื่อเมล็ดงอกแล้ว (ประมาณ 3-5 วัน) ควรทำการถอนหรือแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อ 1 หลุม
การดูแลรักษา
การให้น้ำ
รดน้ำทุกวัน ควรรดในตอนเช้าหรือเย็น หากรดน้ำในเวลาเย็นควรจะให้น้ำที่ค้างอยู่บนใบแห้งก่อนพระอาทิตย์ตกดิน และเมื่อมีดอกบานอย่ารดน้ำให้ถูกดอกเพราะจะทำให้ดอกช้ำหรือเน่าได้
การให้ปุ๋ย
ก่อนปลูกควรคลุกเคล้าปุ๋ยรองพื้นในดิน โดยให้ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) อัตรา 1 ช้อนชา/หลุม (1 ช้อนชา = 5 กรัม) และสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนชาต่อหลุม ในช่วงแรกหลังปลูกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนชาต่อต้นสัปดาห์ ละ 1 ครั้งระยะให้ดอกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมปุ๋ยสูตร 0-0-60 สัดส่วน 3:1 อัตรา 1 ช้อนชาต่อต้น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
การเด็ดยอด
เมื่อต้นสูง 10-15 เซนติเมตร เด็ดยอดให้เหลือใบจริง 5-6 ใบ
ที่มา: http://myveget.com/74/.asp
ไม้ดอกไม้ประดับ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ
ความหมายของไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้ทั้งที่บานสวยงานอยู่กับต้นหรือตัดออกไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มได้ 2 กลุ่ม คือ ไม้ดอกประดับ ไม้ตัดดอก
ไม้ดอกประดับ คือ พันธุ์ไม้ดอกทุกชนิดที่ปลูกไว้เพื่อประดับบ้านเรือนอาคารสถานที่โดยได้ดอกบานติดอยู่กับต้น เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้สถานที่นั่นน่าอยู่อาศัยหรือน่าทำงาน ได้แก่ เข็มญี่ปุ่น พิทูเรีย แพงพวย พุทธรักษา บานชื่น ปทุมมา บัวสาย ฯลฯ ซึ่งหลายชนิดสามารถนำไปปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ไม้ดอกไม้ประดับหมายถึงพันธุ์ไม้ที่ปลูกขึ้นเพื่อทำให้เกิดความสวยงามทั้งภายในบริเวณบ้าน เช่น ในบริเวณสนามรอบ ๆ ตัวบ้าน แขวนไว้ตามชายบ้าน และตั้งประดับไว้ตามส่วนต่าง ๆ ภายนอกตัวบ้านหรืออาคาร
การจำแนกประเภทและแบ่งพันธุ์ไม้นั้น มีหลักพิจารณาและจำแนกต่าง ๆ กัน แล้วแต่ความมุ่งหมายและความประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งจำพวกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
1. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามความมุ่งหมายที่ใช้ หมายถึง การแบ่งพันธุ์ไม้ตามความต้องกรและมุ่งหมายที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์และ ใช้ส่วนไหนเพื่อประโยชน์ที่ต้องการ
2. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามลักษณะนิสัยของพันธุ์ไม้เช่นการแบ่งตามถิ่นกำเนิดแบ่งตามอายุความเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ตามลักษณะเนื้อไม้ ตามสิ่งแวดล้อม และตามลักษณะของลำต้น
3. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามหลักพฤกษศาสตร์ มีความมุ่งหมายเพื่อจำแนกพันธุ์ไม้ทั่ว ๆ ไปให้แน่ชัดในรูปร่าง ลักษณะนิสัยการดำรงชีพ และการสืบพันธุ์ ของพันธุ์ไม้ให้อยู่เป็นกลุ่มที่แน่นอน ไม่ปะปนสับสนกัน
ประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ
1. การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
1.1 ใช้เพื่อก่อให้เกิดความสวยงาม เช่น ร้อยพวงมาลัย ตกแต่งอาคารสถานที่
1.2 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสดชื่น สบายใจ หรือฟื้นฟู สภาพจิตใจ เช่น การจัดกระเช้าดอกไม้หรือจัดแจกันให้ผู้ป่วยเกิดความสดชื่น
1.3 ช่วยลดการเกิดวัชพืช ไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดสามารถปลูกคลุมดินได้เป็นอย่างดี ช่วยรักษาระดับอุณภูมิและความชื้นภายในดิน
1.4 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นยารักษาโรค
1.5 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับในการประกอบอาหาร เช่น การใช้สีจากใบเตย ฯลฯ
1.6 ใช้ประดับในงานพิธีต่าง ๆ เช่น วันเกิด งานแต่งงาน ฯลฯ
1.7 ใช้แสดงความยินดีและใช้โอกาสต่าง ๆ เช่น รับปริญญา ฯลฯ
2. การใช้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือการประกอบธุรกิจ
2.1 การปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นรายได้เสริม เช่น การปลูกเป็นพืชแซม หรือ ในสวนบริเวณบ้าน
2.2 การปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพ่อการค้า หรือจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ
มนุษย์จะใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อกิจการต่าง ๆ ดอกไม้ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในตลาดโลก 3 ลำดับแรกคือ คาร์เนชั่น กุหลาบ และ เบญจมาศ ดอกไม้ที่ประเทศไทยส่งออก ส่วนใหญ่คือ กล้วยไม้ และ กุหลาบ มีประเทศลูกค้าที่สำคัญ คือ สิงคโปร์ อังกฤษ ฮ่องกง เยอรมนี ญี่ปุ่น และ เนเธอร์แลนด์
คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ
คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดอกและไม้ประดับเป็นอวัยวะของพืชที่ค่อนข้างซับซ้อนซึ่งเมื่อมีการสูญเสียคุณภาพของก้าน ใบ หรือดอก จะไม่สามารถจำหน่ายได้ เพราะตลาดไม่ยอมรับการสูญเสียคุณภาพมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น การเหี่ยว การร่วงของใบหรือกลีบดอก การโค้งงอ เป็นต้น ในการคัดคุณภาพหรือจัดมาตรฐานไม้ดอกไม้ประดับนั้น ต้องเข้าใจสาเหตุที่ทำให้คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับเสียไปได้แก่
1. การเจริญเติบโตและการแก่ ทำให้คุณภาพเสื่อมลง และอาจทำให้เกิดการโค้งของก้านดอกได้
2. การเสื่อมสภาพเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้กำลังจะหมดอายุซึ่งคุณภาพจะต่ำลง
3. การเหี่ยว อายุการปักแจกันของดอกไม้และใบไม้ขึ้นอยู่กับการได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและพอเพียง
4. การเหลืองของใบและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้ดอกหมดอายุการใช้งาน
5. การร่วงของกลีบดอกและใบหรืออวัยวะอื่น ๆ จากสาเหตุต่าง ๆ
อนาคตตลาดไม้ดอกไม้ประดับไทย
สถานภาพไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทย
1. ลักษณะการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทยนับได้ว่าเป็นประเทศที่ส่งสินค้าไม้ดอกไม้ประดับออกจำหน่ายต่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก
2. ด้านการผลิตและการใช้ดอกไม้ประดับภายในประเทศชนิดไม่เพียงพอกับความต้องการ
3. การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อการจำหน่ายได้มีการขยายตัวมากขึ้น
- ภาคเหนือ ปลูกมากที่เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร และเชียงใหม่
- ภาคกลาง ปลูกมากที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมากที่หนองคาย ขอนแก่น และอุบลราชธานี
- ภาคใต้ ปลูกมากที่สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และสงขลา
ดอกไม้ที่ปลูกมากทั้ง 4 ภาค ดังกล่าว ได้แก่ กล้วยไม้ กุหลาบ เยอบีร่า มะลิ และ บานไม่รู้โรย
ไม้ไทยอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากสินค้าเกษตรอย่างอื่น เมื่อก่อนอาจจะถูกมองข้ามไปเสียด้วยซ้ำว่า ปลูกแล้วกินไม่ได้ ปลูกไม้อย่างอื่นดีกว่า แต่ไม้ไทยได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ผู้ปลูกสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ถึงจะกินไม่ได้ก็จริง แต่เมื่อมีผลผลิต ขายได้เงินมีอยู่มีกินมากกว่า ผู้ที่ผลิตพืชบางชนิดที่กินได้ โดยตรงเสียอีก
ตัวอย่างไม้ดอกไม้ประดับ
บัว พันธุ์ไม้น้ำที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและคุณงามความดี ในพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับการเจริญเติบโตของบัวเป็น 4 เหล่าคือ บัวในโคลนตม บัวใต้น้ำ และบัวเหนือน้ำ บัวเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีสันสวยงาม เด่นสะดุดตาสะดุดใจ แก่ผู้พบเห็น บางชนิดมีกลิ่นหอมน่าชื่นชม
กุหลาบ เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงามที่จะหาดอกไม้ชนิดอื่นมาเปรียบเทียบได้ จนกระทั่งมีผู้ให้ฉายาว่า “ราชินีแห่งดอกไม้” ดังนั้นกุหลาบจึงเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกและใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้กุหลาบยังมีคุณสมบัติที่ดีเด่นอีกหลายประการ สามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง เช่น ใช้ เป็นไม้กระถาง ไม้ตัดดอก ตกแต่งสถานที่ ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำเป็นน้ำมันหอมระเหยและดอกไม้แห้ง
ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงามสะดุดตามีรูปทรงของต้นและกิ่งก้านที่สวยงามและอ่อนช้อยนุ่มนวล เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแห้งแล้งจนได้รับสมญาว่า Derest Rose หรือ “กุหลาบทะเลทราย” นอกจากนี้ชวนชมยังเป็นชื่อที่มีความไพเราะเป็นศิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย แม้แต่ชาวจีนซึ่งเรียกชวนชมว่า “ปู้กุ้ยฮวย” หรือ ดอกไม้แห่งความร่ำรวยก็ยังมีความหมายไปในทางศิริมงคลเช่นกัน
มะลิ เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมนปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยวออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดไป มะลิเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอน
บทสรุป
ย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ปัจจุบันไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อการมีชีวิตในสังคมมาก มนุษย์มีความเจริญมากขึ้นทั้งทางวัตถุและวัฒนธรรม มิใช่แต่ปัจจัย 4 เท่านั้นที่จำเป็นโดยตรง แต่การรักสวยรักงามยังเป็นสิ่งเชิดชูทำให้ปัจจัย 4 มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นด้วย จะเห็นว่าไม้ดอกไม้ประดับ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 อยู่มาก เช่น ต้องประกอบด้วยไม้ดอกไม้ประดับจึงจะทำให้ที่อยู่อาศัยนั้นมีค่าสูงขึ้นอาหารก็เช่นกัน ถ้าหากตบแต่งโดยปราศจากไม้ดอกไม้ประดับแล้วก็จะทำให้สถานที่บริโภคนั้นลดคุณค่าลงไป เครื่องนุ่งห่มก็เช่นกัน ยังต้องการช่อไม้ประดับด้วยจึงจะดูงามมากขึ้น หรือแม้แต่ยารักษาโรคบางชนิดก็ต้องอาศัยต้นไม้เป็นส่วนประกอบด้วย
ในการผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้านั้น นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ในเมืองไทยเรานั้นตลาดการค้าไม้ดอกไม้ประดับนับวันจะขยายกว้างออก และมีปริมาณมากขึ้นให้ทันกับความต้องการของคนไทย จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าอนาคตของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในเมืองไทยนั้น จะก้าวไปสู่วิถีการผลิตเช่น ผลิตผลในทางเกษตรกรรมสาขาอื่น ๆ ได้เหมือนกัน
ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/1552-00/
ความหมายของไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้ทั้งที่บานสวยงานอยู่กับต้นหรือตัดออกไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มได้ 2 กลุ่ม คือ ไม้ดอกประดับ ไม้ตัดดอก
ไม้ดอกประดับ คือ พันธุ์ไม้ดอกทุกชนิดที่ปลูกไว้เพื่อประดับบ้านเรือนอาคารสถานที่โดยได้ดอกบานติดอยู่กับต้น เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้สถานที่นั่นน่าอยู่อาศัยหรือน่าทำงาน ได้แก่ เข็มญี่ปุ่น พิทูเรีย แพงพวย พุทธรักษา บานชื่น ปทุมมา บัวสาย ฯลฯ ซึ่งหลายชนิดสามารถนำไปปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ไม้ดอกไม้ประดับหมายถึงพันธุ์ไม้ที่ปลูกขึ้นเพื่อทำให้เกิดความสวยงามทั้งภายในบริเวณบ้าน เช่น ในบริเวณสนามรอบ ๆ ตัวบ้าน แขวนไว้ตามชายบ้าน และตั้งประดับไว้ตามส่วนต่าง ๆ ภายนอกตัวบ้านหรืออาคาร
การจำแนกประเภทและแบ่งพันธุ์ไม้นั้น มีหลักพิจารณาและจำแนกต่าง ๆ กัน แล้วแต่ความมุ่งหมายและความประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งจำพวกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
1. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามความมุ่งหมายที่ใช้ หมายถึง การแบ่งพันธุ์ไม้ตามความต้องกรและมุ่งหมายที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์และ ใช้ส่วนไหนเพื่อประโยชน์ที่ต้องการ
2. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามลักษณะนิสัยของพันธุ์ไม้เช่นการแบ่งตามถิ่นกำเนิดแบ่งตามอายุความเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ตามลักษณะเนื้อไม้ ตามสิ่งแวดล้อม และตามลักษณะของลำต้น
3. การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามหลักพฤกษศาสตร์ มีความมุ่งหมายเพื่อจำแนกพันธุ์ไม้ทั่ว ๆ ไปให้แน่ชัดในรูปร่าง ลักษณะนิสัยการดำรงชีพ และการสืบพันธุ์ ของพันธุ์ไม้ให้อยู่เป็นกลุ่มที่แน่นอน ไม่ปะปนสับสนกัน
ประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ
1. การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
1.1 ใช้เพื่อก่อให้เกิดความสวยงาม เช่น ร้อยพวงมาลัย ตกแต่งอาคารสถานที่
1.2 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสดชื่น สบายใจ หรือฟื้นฟู สภาพจิตใจ เช่น การจัดกระเช้าดอกไม้หรือจัดแจกันให้ผู้ป่วยเกิดความสดชื่น
1.3 ช่วยลดการเกิดวัชพืช ไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดสามารถปลูกคลุมดินได้เป็นอย่างดี ช่วยรักษาระดับอุณภูมิและความชื้นภายในดิน
1.4 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นยารักษาโรค
1.5 ใช้ไม้ดอกไม้ประดับในการประกอบอาหาร เช่น การใช้สีจากใบเตย ฯลฯ
1.6 ใช้ประดับในงานพิธีต่าง ๆ เช่น วันเกิด งานแต่งงาน ฯลฯ
1.7 ใช้แสดงความยินดีและใช้โอกาสต่าง ๆ เช่น รับปริญญา ฯลฯ
2. การใช้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือการประกอบธุรกิจ
2.1 การปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นรายได้เสริม เช่น การปลูกเป็นพืชแซม หรือ ในสวนบริเวณบ้าน
2.2 การปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพ่อการค้า หรือจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ
มนุษย์จะใช้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อกิจการต่าง ๆ ดอกไม้ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในตลาดโลก 3 ลำดับแรกคือ คาร์เนชั่น กุหลาบ และ เบญจมาศ ดอกไม้ที่ประเทศไทยส่งออก ส่วนใหญ่คือ กล้วยไม้ และ กุหลาบ มีประเทศลูกค้าที่สำคัญ คือ สิงคโปร์ อังกฤษ ฮ่องกง เยอรมนี ญี่ปุ่น และ เนเธอร์แลนด์
คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ
คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดอกและไม้ประดับเป็นอวัยวะของพืชที่ค่อนข้างซับซ้อนซึ่งเมื่อมีการสูญเสียคุณภาพของก้าน ใบ หรือดอก จะไม่สามารถจำหน่ายได้ เพราะตลาดไม่ยอมรับการสูญเสียคุณภาพมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น การเหี่ยว การร่วงของใบหรือกลีบดอก การโค้งงอ เป็นต้น ในการคัดคุณภาพหรือจัดมาตรฐานไม้ดอกไม้ประดับนั้น ต้องเข้าใจสาเหตุที่ทำให้คุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับเสียไปได้แก่
1. การเจริญเติบโตและการแก่ ทำให้คุณภาพเสื่อมลง และอาจทำให้เกิดการโค้งของก้านดอกได้
2. การเสื่อมสภาพเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้กำลังจะหมดอายุซึ่งคุณภาพจะต่ำลง
3. การเหี่ยว อายุการปักแจกันของดอกไม้และใบไม้ขึ้นอยู่กับการได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและพอเพียง
4. การเหลืองของใบและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้ดอกหมดอายุการใช้งาน
5. การร่วงของกลีบดอกและใบหรืออวัยวะอื่น ๆ จากสาเหตุต่าง ๆ
อนาคตตลาดไม้ดอกไม้ประดับไทย
สถานภาพไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทย
1. ลักษณะการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทยนับได้ว่าเป็นประเทศที่ส่งสินค้าไม้ดอกไม้ประดับออกจำหน่ายต่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก
2. ด้านการผลิตและการใช้ดอกไม้ประดับภายในประเทศชนิดไม่เพียงพอกับความต้องการ
3. การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อการจำหน่ายได้มีการขยายตัวมากขึ้น
- ภาคเหนือ ปลูกมากที่เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร และเชียงใหม่
- ภาคกลาง ปลูกมากที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมากที่หนองคาย ขอนแก่น และอุบลราชธานี
- ภาคใต้ ปลูกมากที่สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และสงขลา
ดอกไม้ที่ปลูกมากทั้ง 4 ภาค ดังกล่าว ได้แก่ กล้วยไม้ กุหลาบ เยอบีร่า มะลิ และ บานไม่รู้โรย
ไม้ไทยอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากสินค้าเกษตรอย่างอื่น เมื่อก่อนอาจจะถูกมองข้ามไปเสียด้วยซ้ำว่า ปลูกแล้วกินไม่ได้ ปลูกไม้อย่างอื่นดีกว่า แต่ไม้ไทยได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ผู้ปลูกสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ถึงจะกินไม่ได้ก็จริง แต่เมื่อมีผลผลิต ขายได้เงินมีอยู่มีกินมากกว่า ผู้ที่ผลิตพืชบางชนิดที่กินได้ โดยตรงเสียอีก
ตัวอย่างไม้ดอกไม้ประดับ
บัว พันธุ์ไม้น้ำที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและคุณงามความดี ในพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับการเจริญเติบโตของบัวเป็น 4 เหล่าคือ บัวในโคลนตม บัวใต้น้ำ และบัวเหนือน้ำ บัวเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีสันสวยงาม เด่นสะดุดตาสะดุดใจ แก่ผู้พบเห็น บางชนิดมีกลิ่นหอมน่าชื่นชม
กุหลาบ เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงามที่จะหาดอกไม้ชนิดอื่นมาเปรียบเทียบได้ จนกระทั่งมีผู้ให้ฉายาว่า “ราชินีแห่งดอกไม้” ดังนั้นกุหลาบจึงเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกและใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้กุหลาบยังมีคุณสมบัติที่ดีเด่นอีกหลายประการ สามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง เช่น ใช้ เป็นไม้กระถาง ไม้ตัดดอก ตกแต่งสถานที่ ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำเป็นน้ำมันหอมระเหยและดอกไม้แห้ง
ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงามสะดุดตามีรูปทรงของต้นและกิ่งก้านที่สวยงามและอ่อนช้อยนุ่มนวล เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแห้งแล้งจนได้รับสมญาว่า Derest Rose หรือ “กุหลาบทะเลทราย” นอกจากนี้ชวนชมยังเป็นชื่อที่มีความไพเราะเป็นศิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย แม้แต่ชาวจีนซึ่งเรียกชวนชมว่า “ปู้กุ้ยฮวย” หรือ ดอกไม้แห่งความร่ำรวยก็ยังมีความหมายไปในทางศิริมงคลเช่นกัน
มะลิ เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมนปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยวออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดไป มะลิเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอน
ย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ปัจจุบันไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อการมีชีวิตในสังคมมาก มนุษย์มีความเจริญมากขึ้นทั้งทางวัตถุและวัฒนธรรม มิใช่แต่ปัจจัย 4 เท่านั้นที่จำเป็นโดยตรง แต่การรักสวยรักงามยังเป็นสิ่งเชิดชูทำให้ปัจจัย 4 มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นด้วย จะเห็นว่าไม้ดอกไม้ประดับ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 อยู่มาก เช่น ต้องประกอบด้วยไม้ดอกไม้ประดับจึงจะทำให้ที่อยู่อาศัยนั้นมีค่าสูงขึ้นอาหารก็เช่นกัน ถ้าหากตบแต่งโดยปราศจากไม้ดอกไม้ประดับแล้วก็จะทำให้สถานที่บริโภคนั้นลดคุณค่าลงไป เครื่องนุ่งห่มก็เช่นกัน ยังต้องการช่อไม้ประดับด้วยจึงจะดูงามมากขึ้น หรือแม้แต่ยารักษาโรคบางชนิดก็ต้องอาศัยต้นไม้เป็นส่วนประกอบด้วย
ในการผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้านั้น นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ในเมืองไทยเรานั้นตลาดการค้าไม้ดอกไม้ประดับนับวันจะขยายกว้างออก และมีปริมาณมากขึ้นให้ทันกับความต้องการของคนไทย จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าอนาคตของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในเมืองไทยนั้น จะก้าวไปสู่วิถีการผลิตเช่น ผลิตผลในทางเกษตรกรรมสาขาอื่น ๆ ได้เหมือนกัน
ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/1552-00/
การปลูกไม้ประดับ
ไม้ประดับ หมายถึง พืชที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากรูปร่าง รูปทรง สีสันของลำต้นและใบที่มีความสวยงามแตกต่างกันไป นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ทั้งในพื้นดินและในกระถาง มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก และไม้เลื้อย
ประเภทของไม้ประดับ
แบ่งตามลักษณะของการใช้งานได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.ประเภทไม้ประดับภายในอาคารหรือในร่มรำไร
เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงน้อย-ปานกลาง ส่วนมากจะปลูกอยู่ในอาคารสำนักงานที่มีแสงน้อย แดดส่องถึงบ้าง อุณหภูมิไม่สูงนัก พืชกลุ่มนี้ได้แก่ แก้วหน้าม้า พืชตระกูลฟิโลเดนดรอนและมอนสเตอรา เดหลี เป็นต้น
2.ประเภทไม้ประดับภายนอกอาคารหรือกลางแจ้ง
เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงมากตลอดทั้งวัน ส่วนมากปลูกประดับอยู่ภายนอกอาคารหรือตามสนามต่างๆ พืชกลุ่มนี้ได้แก่ โกสน พืชตระกูลปาล์ม เป็นต้น
แบ่งตามชนิดของพันธุ์ไม้ได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.ไม้ยืนต้น ไม้ประเภทนี้มีลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีลำต้นหลัก ลำต้นตรง ต้นเดียวแล้วจึง แตกกิ่งก้านบริเวณยอด มีอายุหลายปี ได้แก่ ปาล์มต่างๆ จันทร์ผา เป็นต้น
2.ไม้พุ่ม ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่ หนวดปลาหมึกแคระ โมก เล็บครุฑ เป็นต้น
3.ไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้ หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่ กล้วยประดับ สับปะรดสี เป็นต้น
4.ไม้เลื้อย เป็นพืชที่ลำต้นมีเนื้อไม้หรือไม่มีเนื้อไม้ อายุปีเดียวหรือหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามดินหรือพัน สิ่งที่อยู่ใกล้เคียง โดยอาจมีอวัยวะพิเศษช่วยในการเกี่ยวยึด ได้แก่ ม่านบาหลี โมกเครือ กระเทียม เถา เป็นต้น
การปฏิบัติดูแลรักษาไม้ประดับ
การปลูกเลี้ยงไม้ประดับต้องมีการปฏิบัติดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไม้ประดับมีความแข็งแรงสวยงามได้นาน จึงควรปฏิบัติต่อไม้ประดับ
1) การให้น้ำ
การให้น้ำแก่ไม้ประดับมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต เพราะการให้น้ำมาก/น้อยเกินไป หรือให้น้ำไม่ถูกวิธีทำให้เกิดปัญหากับพืชได้ ดังนั้นการให้น้ำเวลาใดต้องคำนึงถึงความสะดวกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ดินปลูก ความชื้นในดิน ฤดูกาล ชนิดพืช ความเข้มแสง อุณหภูมิ ฯลฯ การให้น้ำที่พอดีจะทำให้พืชมีอายุยืนยาว เจริญเติบโตเร็วและสวยงาม
2) การให้ปุ๋ย
การให้ปุ๋ยควรพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูกเป็นหลัก วัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อยมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช ควรเน้นการให้พวกอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรืออาจให้ปุ๋ยเคมีบ้างเพื่อปรับสภาพในแต่ละช่วงแต่ละฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนจะให้ปุ๋ยในโตรเจนสูง ฟอสฟอรัสต่ำ และโปรแตสเซียมสูงเล็กน้อย ฤดูฝนจะให้ปุ๋ยไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูง ส่วนฤดูหนาวก็จะให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงมากๆ เพื่อกระตุ้นให้พืชตอบสนองต่อการเจริญเติบโต
3) การตัดแต่ง
ไม้ประดับหลังจากปลูกไปนานๆ จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งออกไปบ้างโดยใช้กรรไกรตัดแต่ง หรือมีดคมๆ เพื่อรักษาทรงพุ่มให้สวยงามยิ่งขึ้น บางครั้งอาจมีกิ่งหักเสียหาย กิ่งมีโรคและแมลงเข้าทำลายหรือกิ่งแห้งเหี่ยวก็ควรตัดออก นอกจากต้นไม้จะดูสวยงามขึ้นแล้วยังเป็นการรักษาสุขภาพของต้นไม้ให้ดีขึ้นด้วย
4) การเปลี่ยนถ่ายกระถาง
ไม้ประดับที่ปลูกลงกระถางเมื่อปลูกเลี้ยงจนโตเต็มที่ควรมีการเปลี่ยนกระถางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนดินใหม่ที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์กว่าเดิมเพื่อไม่ให้พืชชะงักการเจริญเติบโต โดยการเปลี่ยนกระถางไม้ประดับมีขั้นตอน ดังนี้ 1) เลือกกระถางใหม่ตามขนาดที่ต้องการมาล้างทำความสะอาด 2) เตรียมวัสดุปลูกเพื่อใส่ในกระถาง 3) นำต้นพืชออกจากกระถางเก่าและแซะดินเก่าออกประมาณครึ่งหนึ่ง 4) นำต้นพืชลงปลูกในกระถางใหม่ที่ใส่วัสดุปลูกรองพื้นไว้ และเติมวัสดุปลูกลงไปให้เกือบถึงขอบกระถาง กดวัสดุปลูกให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
ประเภทของไม้ประดับ
แบ่งตามลักษณะของการใช้งานได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.ประเภทไม้ประดับภายในอาคารหรือในร่มรำไร
เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงน้อย-ปานกลาง ส่วนมากจะปลูกอยู่ในอาคารสำนักงานที่มีแสงน้อย แดดส่องถึงบ้าง อุณหภูมิไม่สูงนัก พืชกลุ่มนี้ได้แก่ แก้วหน้าม้า พืชตระกูลฟิโลเดนดรอนและมอนสเตอรา เดหลี เป็นต้น
2.ประเภทไม้ประดับภายนอกอาคารหรือกลางแจ้ง
เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงมากตลอดทั้งวัน ส่วนมากปลูกประดับอยู่ภายนอกอาคารหรือตามสนามต่างๆ พืชกลุ่มนี้ได้แก่ โกสน พืชตระกูลปาล์ม เป็นต้น
แบ่งตามชนิดของพันธุ์ไม้ได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.ไม้ยืนต้น ไม้ประเภทนี้มีลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีลำต้นหลัก ลำต้นตรง ต้นเดียวแล้วจึง แตกกิ่งก้านบริเวณยอด มีอายุหลายปี ได้แก่ ปาล์มต่างๆ จันทร์ผา เป็นต้น
2.ไม้พุ่ม ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่ หนวดปลาหมึกแคระ โมก เล็บครุฑ เป็นต้น
3.ไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้ หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่ กล้วยประดับ สับปะรดสี เป็นต้น
4.ไม้เลื้อย เป็นพืชที่ลำต้นมีเนื้อไม้หรือไม่มีเนื้อไม้ อายุปีเดียวหรือหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามดินหรือพัน สิ่งที่อยู่ใกล้เคียง โดยอาจมีอวัยวะพิเศษช่วยในการเกี่ยวยึด ได้แก่ ม่านบาหลี โมกเครือ กระเทียม เถา เป็นต้น
การปฏิบัติดูแลรักษาไม้ประดับ
การปลูกเลี้ยงไม้ประดับต้องมีการปฏิบัติดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไม้ประดับมีความแข็งแรงสวยงามได้นาน จึงควรปฏิบัติต่อไม้ประดับ
1) การให้น้ำ
การให้น้ำแก่ไม้ประดับมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต เพราะการให้น้ำมาก/น้อยเกินไป หรือให้น้ำไม่ถูกวิธีทำให้เกิดปัญหากับพืชได้ ดังนั้นการให้น้ำเวลาใดต้องคำนึงถึงความสะดวกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ดินปลูก ความชื้นในดิน ฤดูกาล ชนิดพืช ความเข้มแสง อุณหภูมิ ฯลฯ การให้น้ำที่พอดีจะทำให้พืชมีอายุยืนยาว เจริญเติบโตเร็วและสวยงาม
2) การให้ปุ๋ย
การให้ปุ๋ยควรพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูกเป็นหลัก วัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อยมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช ควรเน้นการให้พวกอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรืออาจให้ปุ๋ยเคมีบ้างเพื่อปรับสภาพในแต่ละช่วงแต่ละฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนจะให้ปุ๋ยในโตรเจนสูง ฟอสฟอรัสต่ำ และโปรแตสเซียมสูงเล็กน้อย ฤดูฝนจะให้ปุ๋ยไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูง ส่วนฤดูหนาวก็จะให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงมากๆ เพื่อกระตุ้นให้พืชตอบสนองต่อการเจริญเติบโต
3) การตัดแต่ง
ไม้ประดับหลังจากปลูกไปนานๆ จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งออกไปบ้างโดยใช้กรรไกรตัดแต่ง หรือมีดคมๆ เพื่อรักษาทรงพุ่มให้สวยงามยิ่งขึ้น บางครั้งอาจมีกิ่งหักเสียหาย กิ่งมีโรคและแมลงเข้าทำลายหรือกิ่งแห้งเหี่ยวก็ควรตัดออก นอกจากต้นไม้จะดูสวยงามขึ้นแล้วยังเป็นการรักษาสุขภาพของต้นไม้ให้ดีขึ้นด้วย
4) การเปลี่ยนถ่ายกระถาง
ไม้ประดับที่ปลูกลงกระถางเมื่อปลูกเลี้ยงจนโตเต็มที่ควรมีการเปลี่ยนกระถางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนดินใหม่ที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์กว่าเดิมเพื่อไม่ให้พืชชะงักการเจริญเติบโต โดยการเปลี่ยนกระถางไม้ประดับมีขั้นตอน ดังนี้ 1) เลือกกระถางใหม่ตามขนาดที่ต้องการมาล้างทำความสะอาด 2) เตรียมวัสดุปลูกเพื่อใส่ในกระถาง 3) นำต้นพืชออกจากกระถางเก่าและแซะดินเก่าออกประมาณครึ่งหนึ่ง 4) นำต้นพืชลงปลูกในกระถางใหม่ที่ใส่วัสดุปลูกรองพื้นไว้ และเติมวัสดุปลูกลงไปให้เกือบถึงขอบกระถาง กดวัสดุปลูกให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม
ที่มา: http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นางสาวฐิตาพร สลัดแก้ว
ชื่อเล่น ใบพลู
อายุ 15 ปี เกิดวันที่ 16 กันยายน 2541
กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5
สาย วิทย์-คณิต
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
ข้อมูลติดต่อ
เบอร์โทรศัพท์ : 092-079-7297
Facebook : Baipooh Titaporn
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





